นิทานอีสป เรื่อง คนขี้เหนียวกับทองคำ

ชายคนหนึ่งเป็นคนขี้เหนียว เขามักจะเอาสมบัติฝังดิน ไว้รอบๆ บ้านไม่ยอมนำมาใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ ต่อ มาเขากลัวว่าจะไม่ปลอดภัยถ้าฝังเงินทอง ไว้หลาย เเห่ง เขาจึงขายสมบัติทั้งหมดเเล้วซื้อทองคำเเท่งหนึ่ง มาฝังไว้ที่หลังบ้าน เเล้วหมั่นไปดูทุกวัน คนใช้ผู้หนึ่งสงสัยจึงเเอบตามไปดูที่หลังบ้าน เเล้วก็ขุด เอาทองเเท่งไปเสีย ชายขี้เหนียวมาพบหลุมที่ว่างเปล่าในวันต่อมาก็เสียใจ ร้องห่มร้องไห้ไปบอกเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เพื่อนบ้านจึงเเนะนำประชดประชันว่า “ท่านก็เอาก้อนอิฐใส่ในหลุมเเล้วคิดว่าเป็นทองคำสิ เพราะถึงอย่างไรท่านก็ไม่เอาเอามาใช้อยู่เเล้ว”   คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้: “ของมีค่า ถ้าไม่นำมาทำให้เกิดประโยชน์ก็ย่อมเป็นของไร้ค่า”  


นิทานอีสป เรื่อง คนเลี้ยงแพะ

ขณะที่พาฝูงเเพะของตนไปหลบพายุในถ้ำ คนเลี้ยงเเพะก็พบ ฝูงเเพะป่าหลบอยู่ในถ้ำด้วยเช่นกัน “ฝูงเเพะป่านี้เป็นฝูงใหญ่ มีเเพะมากกว่าฝูงเเพะของเราหลาย เท่านัก เราน่าจะเอาเเพะป่าฝูงใหญ่ไปเลี้ยงเเทนฝูงเดิมดีกว่า” เมื่อคนเลี้ยงเเพะคิดได้ดังนั้นเเล้วก็นำเอาใบไม้ที่เตรียมมาไว้ให้ ฝูงเเพะเดิม ของตนไปให้ฝูงเเพะป่ากินจนหมด ครั้นเมื่อพายุสงบลง ฝูงเเพะป่าก็วิ่งออกจากถ้ำเข้าป่าไป ฝูงเเพะเดิมของตนไปให้ฝูงเเพะป่ากินจนหมด ครั้นเมื่อพายุสงบลง ฝูงเเพะป่าก็วิ่งออกจากถ้ำเข้าป่าไป ฝูงเเพะเดิมก็ตายกันหมดเพราะอดอาหาร คนเลี้ยงเเพะจึงได้เเต่นั่งร้องไห้ให้เพื่อนบ้านหัวเราะเยาะต่อไป คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้: “เห็นเเก่มิตรใหม่จนทอดทิ้งมิตรเก่า ก็จะไม่ได้ใครเลย”  


นิทานอีสป เรื่อง ไก่ฟ้ากับสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์

สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่งเดินผ่านมาเห็นไก่ฟ้าเกาะอยู่บนกิ่งไม้ สูงข้างทาง มันอยากจะกินไก่ฟ้าเป็นยิ่งนักจึงคิดหาอุบายเเล้วเอ่ยขึ้นว่า “ไก่ ฟ้าเอ๋ย ท่านช่างเป็นสัตว์ที่งดงามนัก ปีกของท่านมีสีสัน สดใสหลายสี ปากก็งดงามไม่เหมือนใคร อยากรู้จังว่าถ้าท่าน หลับตา เเล้วยังจะงามอยู่หรือไม่” ไก่ฟ้าได้ฟังคำยกยอก็หลงเคลิบเคลิ้ม รีบหลับตาอวดทันที สุนัขจิ้งจอกก็รีบฉวยโอกาสนั้นกระโดดงับตัวไก่ฟ้าไว้ได้ เมื่อไก่ฟ้าพลาดท่า เเต่ก็ยังมีสติ จึงเอ่ยขึ้นว่า “จิ้งจอกเอ๋ย ก่อนตายข้าอยากฟังเสียงอันไพเราะของท่าน อีกครั้งได้ไหม” คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้: “คำยกยอปอปั้นทำให้คนหลงเคลิบเคลิ้มจนไม่ระวังตนได้เสมอ”  


นิทานอีสป เรื่อง กาอยากเป็นหงส์

กานั้นมีขนที่ดำสนิทเเละเป็นเงางาม เเต่ทว่าพวกกา กลับมิได้พึงพอใจในความเป็นตัวเอง   พวกกาเห็นว่าหงส์นั้นมีขนสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ ก็พากันนึกอิจฉา เเละ ยากที่จะมีขนสีขาวเช่นนั้นบ้าง   “สงสัยว่า คงเป็นเพราะหงส์ ชอบลงอาบน้ำอยู่เสมอ เเละ ก็ยังพำนักพักอาศัยอยู่ใกล้ สระน้ำด้วย”   กาตัวหนึ่งคาดคะเน กาอีกตัวหนึ่งจึงสนับสนุนว่า   “นั่นน่ะสิ ถ้าพวกเราว่ายน้ำบ่อยๆ เเละพักอยู่ใกล้สระน้ำ เราก็คงจะขาวเหมือนหงส์นะ”   เมื่อ เห็นดีเห็นงามด้วยกันเช่นนั้น พวกกาก็พากันละทิ้ง เทวสถานอันเป็นที่พำนักพักอาศัยมาตั้งเเต่เดิม เเล้วพากันอพยพไปอยู่ที่ริมสระน้ำ   … Continue Reading →


นิทานอีสป เรื่อง กาหลงฝูง

เพราะ ความไม่พอใจในตัวเอง กาตัวหนึ่งจึงไปเก็บ ขนของนกยูงที่สลัดทิ้งไว้มาปักเเซมใส่ขนของตน  จนเต็มตัว ด้วยหวังจะมีขนหลากสีสันสวยงามอย่าง นกยูงบ้าง   ” ข้ามีขนงามกว่าขนดำๆ ของพวกเจ้า ข้าไม่อยู่กับ พวกเจ้าดีกว่า” การังเกียจพวกพ้องของตนเเล้วออกจากกลุ่มเข้าไป ปะปนอยู่กับฝูงนกยูง   พวกนกยูงเห็นกาหลงเข้ามาก็พากันรุมจิกตีจนขนนกยูง ที่เเซมอยู่ทั่วตัวนั้นหลุดกระจายไป เหลือเเต่ขนจริงสีดำสนิท   กาดำถูกนกยูงขับไล่ออกจากฝูง ครั้นกลับไปหาพวก ของตนก็ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้: “ถ้ารังเกียจเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมของตนเอง ก็ย่อมจะถูกผู้อื่น รังเกียจด้วย”  


นิทานอีสป เรื่อง กาบ้ายอ

สุนัขจิ้งจอกเห็นกามีเนื้อชิ้นโตอยู่ในปาก จึงเอ่ยว่า   ” เพื่อนกาเอ๋ย ตาของเพื่อนช่างงามราวกับตาเหยี่ยว ปีกก็เป็นเงางามดั่งปีกนกอินทรี ข้าอยากรู้นักว่าถ้า เพื่อนร้องเพลง เสียงของเพื่อนจะไพเราะเพราะ พริ้งเพียงใด ”   กาได้ฟังคำป้อยอก็ชอบใจ รีบอ้าปากร้องเพลงอวด สุนัขจิ้งจอกทันใด   เมื่อกาอ้าปาก ชิ้นเนื้อก็ตกลงมาที่พื้น สุนัขจิ้งจอก ก็เข้าไปคาบ เนื้อเเล้ววิ่งจากไปทันที คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้: “คนที่มาเฝ้ายกยอปอปั้น ย่อมหวังได้ประโยชน์จากเรา”  


นิทานอีสป เรื่อง กากับนกนางแอ่น

นกนางเเอ่นถามกาว่า ” เจ้าว่าขนของข้ากับขนของเจ้า ใครจะงามกว่ากัน ” กามองขนของตนเเล้วตอบว่า ” ข้าว่าขนของข้าก็สวยดีนะ ” นกนางเเอ่นขยับปีกพลางว่า ” เเต่เจ้าดูสิ ขอนของข้าดูสวยเป็นพิเศษในฤดูร้อน อย่างนี้ ” กาจึงกล่าวว่า ” ก็จริงนะ เเต่ขนของข้างามทุกฤดู ไม่ว่าฤดูใดมันก็ จะดำเช่นนี้” คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้: “ความงามที่คงทนยั่งยืน ย่อมเป็นความงามที่เเท้จริง”


นิทานอีสป เรื่อง กวางป่ากับพวงองุ่น

กวางป่าวิ่งไปในเพิงองุ่นเพื่อซ่อนตัวจากการตามล่า ของนายพราน   ” ขอให้ข้าซ่อนตัวด้วยเถิดนะองุ่น ” กวางป่ากล่าวอย่างนอบน้อม องุ่นก็อนุญาติ เมื่อพรานตามมาถึงบริเวณนั้นเเต่ไม่พบกวางป่า ก็จึง วิ่งไปอีกทางหนึ่ง กวางป่าเห็นว่าปลอดภัยเเล้วจึงกัดพวงองุ่นอย่าง เอร็ดอร่อย ” เจ้ากินข้าทำไมเพื่อนเอ๋ย ” ตัวองุ่นถามอย่างน้อยใจ กวางป่าจึงว่า ” ถ้าข้าไม่กินเจ้า ก็มีคนอื่นมากินเจ้าอยู่ดีนั่นเเหละ ”   ขณะที่กัดกินพวงองุ่นเอง พรานอีกคนหนึ่งผ่นมาเห็นว่ามีบางสิ่งเคลื่อนไหว อยู่ใต้เพิงองุ่นจึงเล็งธนูยิงใส่กวางป่าทันที คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้: “คนไม่รู้บุญคุณคนมักประสพความหายนะ”    


นิทานอีสป เรื่อง คนกับเงาของลา

เจ้าของลาเดินจูงลาออกจากนครเอเธนส์ ชายหนุ่มคนหนึ่ง จึง เข้าไปหาพลางถามว่า   “ข้าขอเช่าลาของท่านได้หรือไม่”   เจ้าของลายอมให้ชายหนุ่มเช่าลาขี่จากเอเธนส์มุ่งสู่อีกเมือง หนึ่งอากาศกลางฤดูร้อนนั้นยิ่งร้อนจัดในยามเที่ยง   ชายหนุ่มจึงลงจากหลังลามานั่งพักในร่มเงาของลา เเต่ทว่า เจ้าของลาไม่ยอมเพราะอ้างว่า เขาขอเช่าเเต่ลา มิได้เช่าเงา ของลาด้วย   ชายหนุ่มผู้ชายก็ไม่ยอม สองคนเเย่งกันจะนั่งในร่มเงาของลา จนถึงกับทะเลาะวิวาทเเละต่อยตีกันเป็นการใหญ่   ลาจึงฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนีไปเป็นอิสระในที่สุด คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้: “เมื่อไม่ใช้สติเเละความรอมชอมต่อกันย่อมเสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”    


นิทานอีสป เรื่อง ไก่ชนกับหมาจิ้งจอก

เมื่อหมาจิ้งจอกมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวเล้าไก่ ไก่ทุกตัวต่างพากันหวาดผวา แต่เห็นว่ามีประตูรั้วกั้นอยู่หมาจิ้งจอกคงเข้ามาทำอันตราย อะไรไม่ได้จึงต่างค่อยเบาใจไก่ชนตัวหนึ่งบินขึ้นไปเกาะบนรั้ว ครั้นเห็นสุนัขจิ้งจอกทำท่ากระโจนใส่มันก็บินถลาลงมาด้วยความ ตกใจ พวกไก่ในเล้าต่างพากันหัวเราะเยาะ “หมาจิ้งจอกยังอยู่นอกรั้วเท่านั้น ทำไมเจ้าจึงขี้ขลาดตาขาวนักล่ะ ระวังจะหัวใจวาย ตาย” ไก่ตัวหนึ่งกล่าวเย้ยหยัน“เจ้าจะพูดอย่างไรก็ตามใจเถอะ” ไก่ชนกล่าวตอบ “แต่ข้าน่ะเคยหนีรอดคมเขี้ยวของมันมาได้อย่าง หวุดหวิด รู้พิษสงครามร้ายกาจของพวกหมาจิ้งจอกได้ดี หากพวกเจ้าเคยผ่านสถานการณ์เช่นข้าในครั้นนั้น เมื่อได้เผชิญหน้ากับมัน ในเวลานี้ คงมีสภาพไม่ผิดอะไรกับข้านักหรอก” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การยอมรับว่าเป็นคนขลาด แต่คอยระมัดระวัง ดีกว่าแสร้ง เป็นคนกล้าหาญแต่ประมาท คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้: “การยอมรับว่าเป็นคนขลาด แต่คอยระมัดระวัง ดีกว่าแสร้งเป็นคนกล้าหาญแต่ประมาท”